Saha Stainless Steel Company We are service providers Integrated stainless steel kitchen

คำตอบของการคำนวณระบบไฟครัวอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งาน โดยครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั่วไปมักใช้กำลังไฟรวมตั้งแต่ 30 kW ถึงมากกว่า 100 kW ขึ้นไป เทคนิคสำคัญคือการนำค่ากิโลวัตต์ (kW) ของเครื่องครัวทุกเครื่องมาบวกรวมกัน แล้วคูณด้วย Diversity Factor (ปัจจัยความหลากหลายการใช้งานที่ 0.7–0.8) ก่อนคำนวณกลับเป็นขนาดมิเตอร์และสายไฟ การเตรียมระบบไฟฟ้าที่ไม่พอดีอาจส่งผลให้เบรกเกอร์ทริปบ่อยครั้งหรืออุปกรณ์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ประเมินโหลดไฟฟ้าจากประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว
อุปกรณ์ในครัวพาณิชย์กินไฟสูงกว่าเครื่องใช้ในบ้านหลายเท่า การแบ่งประเภทหมวดหมู่โหลดไฟฟ้าช่วยให้วิศวกรประเมินขนาดตู้ MDB ได้แม่นยำขึ้น
- กลุ่มอุปกรณ์ทำความร้อนสูง: เช่น เตาอบคอนเวคชัน (10–15 kW) เครื่องล้างจานอุตสาหกรรมพร้อมฮีตเตอร์ทำน้ำร้อน (9–18 kW) เตาทอดไฟฟ้า (6–12 kW)
- กลุ่มอุปกรณ์ทำความเย็นคงที่: เช่น ตู้แช่ตู้เย็นขนาดใหญ่ (1.5–3 kW) ห้องเย็นแช่แข็ง (3–7 kW) ซึ่งต้องการกำลังไฟต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- กลุ่มอุปกรณ์เตรียมอาหารและระบายอากาศ: เช่น เครื่องหั่นผัด พัดลมดูดควัน (Exhaust Fan) และพัดลมเติมอากาศ (Fresh Air) รวมประมาณ 3–7 kW
การประเมินไฟฟ้าต้องเผื่อขนาดหม้อแปลงและเบรกเกอร์รองรับแรงกระชากช่วงเริ่มต้นทำงาน (Inrush Current) ของมอเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันระบบน็อกกลางคราว หากกำลังอยู่ในขั้นตอนออกแบบระบบทั้งหมด สามารถกลับไปดูภาพรวมการเตรียมความพร้อมก่อนติดตั้งครัวเพื่อวางตำแหน่งตู้ไฟให้สอดคล้องกับผังเครื่องครัว
เลือกไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส ให้เหมาะกับขนาดครัว
การเลือกประเภทระบบไฟฟ้ามีผลต่อความเสถียรและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอย่างมาก
- ระบบไฟฟ้า 1 เฟส (220V): เหมาะเฉพาะครัวขนาดเล็กหรือร้านเครื่องดื่มที่มีอุปกรณ์ทำความร้อนไม่เกิน 2–3 ชิ้น และมีโหลดไฟรวมไม่เกิน 15–20 kW
- ระบบไฟฟ้า 3 เฟส (380V): จำเป็นสำหรับครัวอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ เนื่องจากช่วยกระจายโหลดไฟฟ้า (Phase Balance) ทำให้สายไฟไม่ร้อนเกินไป และช่วยลดขนาดแรงดันตกในระบบ โดยอุปกรณ์อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้รับไฟ 3 เฟสเพื่อความทนทาน
ข้อควรระวังและเทคนิคแก้ปัญหาไฟทริปหน้างาน
การวางระบบไฟฟ้าในพื้นที่อับความชื้นและมีความร้อนสูง มีจุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
- แยกวงจรเต้ารับโซนเปียก: เต้ารับบริเวณโซนเตรียมวัตถุดิบและโซนล้างต้องใช้ปลั๊กกันน้ำมาตรฐาน IP55 ขึ้นไป และแยกวงจรผ่านเบรกเกอร์กันไฟรั่ว (RCBO) เพื่อความปลอดภัย
- บาลานซ์เฟสให้สมดุล: หากโหลดไฟใน phase A, B, C ไม่เท่ากัน จะส่งผลให้สาย N (Neutral) มีกระแสไหลผ่านสูงจนเกิดความร้อนสะสมและเบรกเกอร์หลักตัดไฟได้
- การเดินสายและท่อร้อยสายไฟ: บริเวณใกล้เตาหรือใต้ Hood ต้องใช้สายไฟทนความร้อนสูง (เช่น สายไฟหุ้มฉนวน XLPE) และเดินในท่อร้อยสายแบบปิดมิดชิดเพื่อป้องกันไอน้ำมันเข้าทำลายฉนวน
นอกจากนี้ งานระบบไฟยังต้องทำงานควบคู่กับการจัดการความปลอดภัยส่วนอื่น หากต้องการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยให้ครบถ้วน สามารถดูเทคนิควางระบบท่อส่งเชื้อเพลิงให้ได้มาตรฐานเพิ่มเติมเพื่อแยกระยะห่างระหว่างสายไฟกับท่อเชื้อเพลิงให้ถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบไฟครัวอุตสาหกรรม
Q: สูตรคำนวณกำลังไฟรวมของครัวอุตสาหกรรมใช้อย่างไร
A: นำวัตต์ (W) ของอุปกรณ์ทุกชิ้นมารวมกัน หารด้วย 1,000 เพื่อแปลงเป็นกิโลวัตต์ (kW) แล้วคูณด้วย 0.75 (Diversity Factor) เพื่อหาค่า kW ใช้งานจริงในการเลือกขนาดมิเตอร์
Q: ทำไมเบรกเกอร์ทริปพร้อมกันตอนเริ่มเปิดเครื่องครัวตอนเช้า
A: เกิดจากกระแสไฟกระชาก (Inrush Current) เมื่อเปิดเครื่องครัวไฟฟ้าแรงสูงหลายเครื่องพร้อมกัน แก้ไขได้โดยการลำดับเวลาเปิดเครื่องหรือแยกวงจรเบรกเกอร์ย่อย
Q: ควรใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาดเท่าไรสำหรับร้านอาหารขนาดใหญ่
A: ส่วนใหญ่ใช้มิเตอร์ 3 เฟส ขนาด 30(100)A หรือ 50(150)A ขึ้นอยู่กับปริมาณเตาไฟฟ้าและเครื่องล้างจาน หากใช้ไฟเกินกว่านี้อาจต้องขอหม้อแปลงไฟฟ้าเฉพาะ
Q: อุปกรณ์สเตนเลสในครัวจำเป็นต้องต่อสายดินทุกชิ้นหรือไม่
A: จำเป็นอย่างยิ่ง โต๊ะสเตนเลสที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งวาง หรือตู้แช่สเตนเลส ต้องมีการ grounding ลงระบบดินเพื่อป้องกันกระแสไฟรั่วลงโครงโลหะเข้าสู่ผู้ปฏิบัติงาน
สรุปการวางระบบไฟฟ้ากับอุปกรณ์สเตนเลส
การเลือกอุปกรณ์และตู้สเตนเลสที่มีช่องเดินสายไฟมิดชิด ช่วยลดปัญหากระแสไฟรั่วได้อย่างมาก Saha Stainless Steel Co., Ltd. ออกแบบและผลิตอุปกรณ์ครัวสเตนเลสที่รองรับการติดตั้งจุดเต้ารับและงานเดินระบบไฟฟ้าอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรม
Saha Stainless Steel Co., Ltd.
โทร : (662) 175-1653-4
Email: [email protected]








